Blog ว่าด้วยเรื่องการทุจริตในองค์กร การบริหารความเสี่ยง และเรื่องอื่น ๆ ตามที่เห็นสมควร

การแซงคิวถือเป็นการโกง (ทุจริต) หรือไม่ ?

ในระหว่างการสัมมนาเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตในองค์กรครั้งหนึ่ง ที่ผมมีโอกาสได้ไปเป็นวิทยากรร่วม มีผู้เข้าฟังท่านหนึ่งแนะนำคลิปนี้ให้ผมได้รู้จัก

คลิปนี้เป็น Campaign ของ ป.ป.ช. หรือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ปล่อยออกมาใน YouTube ช่วงต้นปี พ.ศ. 2562

ในคลิปถ่ายทอดเหตุการณ์สมมติ ว่ามีนักเรียนกำลังแซงคิวกันเพื่อซื้อข้าวในโรงอาหาร และบอกคนดูว่า “รู้รึเปล่า ว่าการแซงคิว คือการโกง”

ป.ป.ช. ท่านสรุปไว้ในคลิปว่า เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้คือจุดเริ่มต้นของการคอร์รัปชั่น และจบเรื่องราวตรงที่บรรดานักเรียนที่ถูกแซงคิวได้แต่มองตามเพื่อนที่ลัดคิวเดินจากไปตาปริบ ๆ

หลังจากที่แนะนำคลิปนี้ให้รู้จัก ลูกค้าท่านนั้นก็ถามผมว่า

“ในคลิปของ ป.ป.ช. บอกว่าการแซงคิวคือการโกง แต่ถ้ายึดตามหลักการที่วิทยากรเพิ่งสอนไป การแซงคิวกลับไม่ถือว่าเป็นการโกง แบบนี้จะเชื่อใครดี ?”…


ก่อนอื่นต้องขอเล่าให้ฟังก่อนว่าผมได้สอนอะไรไปบ้างในการสัมมนา

โดยปกติแล้ว เวลาไปพูดเรื่องการทุจริตในองค์กร ผมจะเริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงองค์ประกอบของ “การทุจริต” ก่อนเป็นอันดับแรก

สมาคมผู้ตรวจสอบการทุจริต หรือ Association of Certified Fraud Examiners (ACFE) ได้ให้ความหมายของคำว่าทุจริต (Fraud) ไว้กว้าง ๆ ว่าหมายถึง “อาชญากรรมที่หาประโยชน์โดยใช้การหลอกลวง (Deception) เป็นวิธีการหลัก”

และถ้าดูในพจนานุกรมของนักกฎหมายที่ชื่อว่า Black’s Law Dictionary ก็ให้ความหมาย (เมื่อแปลเป็นไทย) ของคำว่า “Fraud” ไว้ว่าเป็น “การเจตนาบิดเบือน หรือปกปิดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เพื่อชักจูงให้ผู้อื่นกระทำการใด ๆ อันเป็นการเสียประโยชน์ของเขา” …

จริง ๆ คำนิยามของคำว่า Fraud ยังมีอีกมากมาย แต่ผมมักจะสรุปให้ผู้เข้าสัมมนาไว้ว่า เหตุการณ์ใด ๆ จะถือว่าเป็นการทุจริตได้นั้น โดยทั่วไปจะต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่

  1. เป็นการกระทำโดยจงใจ คือประกอบด้วยเจตนา
  2. กระทำการนั้นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์แก่ตนเองอย่างไม่เป็นธรรม (แน่นอนว่าอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียว)
  3. ต้องมีการปกปิด “การกระทำ” ของตน ด้วยการหลอกลวง หรือใช้กลอุบาย ในระหว่างที่กระทำการนั้น ๆ อยู่

หากขาดเจตนา ก็จะไม่เรียกว่าเป็นการทุจริต ซึ่งบางคนก็มักจะบอกว่าตนแค่ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”

หรือ หากเป็นการกระทำอะไรที่ผู้อื่นเสียหาย โดยที่คนทำก็ไม่ได้ผลประโยชน์อะไร นอกจากความสะใจ แบบนั้นเราอาจจะเรียกว่า “เกรียน”

ส่วนอาชญากรรมที่อุกอาจ เช่น การปล้นร้านทอง วิ่งราวทรัพย์ ก็ขาดองค์ประกอบข้อ 3 ไม่จัดว่าเป็นการทุจริต


กลับมาที่คำถามของลูกค้าท่านนั้นอีกครั้งว่า ตกลงแล้วการแซงคิว คือการ “โกง” หรือไม่?

จริง ๆ แล้วถ้าจะให้ตอบคำถามนี้ได้ มันต้องตกลงกันเสียก่อนว่า การโกง เหมือนหรือต่างกับ การทุจริต อย่างไร ?

ส่วนตัวผมมองว่าทั้งสองอย่าง คือสิ่งเดียวกัน

“ทุจริต” ดูจะเป็นภาษาทางการมากกว่า และเหมาะกับบริบทในองค์กร ส่วนคำว่า “โกง” ก็ใช้กันทั่วไป หรือแบบไม่เป็นทางการได้

“พนักงานทุจริตบริษัท” หรือ “พนักงานโกงบริษัท” พอไปได้ทั้งสองแบบ แต่ “เจ้ามือทุจริตวงไพ่” หรือ “ท้าวแชร์ทุจริตลูกแชร์” ดูจะหรูหราไป ใช้คำว่าโกงน่าจะเหมาะสมกว่า

และถ้าไปเปิดพจนานุกรมภาษาอังกฤษ (ใช้คำว่า Cheat) ก็จะพบความหมายที่หลากหลาย ตั้งแต่ การโกงในเกมส์ โกงในการแข่งขันกีฬา โกงข้อสอบ โกงกินบ้านเมือง หรือแม้กระทั่งการนอกใจกัน

สรุปแล้ว ปกติผมไม่คิดมาก “โกง” กับ “ทุจริต” ก็เหมือน ๆ กัน ซึ่งถ้าเราเห็นพ้องกันตามนี้ คำถามก็จะเปลี่ยนนิดหน่อยเป็น …

“การแซงคิวถือเป็นการโกง (ทุจริต) หรือไม่ ? “

เพื่อจะตอบคำถามนี้ เรามาลองยึด 3 องค์ประกอบของการทุจริตตาม ACFE เป็นหลักในการพิจารณากันดีกว่า

ประการแรก นักเรียนที่มาแซงคิว กระทำไปโดยจงใจหรือไม่?

…จงใจแน่นอน

แล้วเขาได้ผลประโยชน์หรือเปล่า?

…ได้สิ ไม่ต้องรอนาน ได้ทานข้าวเลย

แล้วองค์ประกอบข้อ 3 หล่ะ?

ทุกท่านคงเห็นได้ชัดว่านักเรียนในคลิปไม่ได้ปกปิดการกระทำ ดังนั้นเราจึงควรสรุปได้ว่าการแซงคิวในคลิป ไม่ถือว่าเป็นการทุจริตตามหลัก ACFE

การที่ ป.ป.ช. ท่านบอกว่าแซงคิวเป็นการโกง ก็คงไม่ถูกต้องนักตามหลักสากล …


… เดี๋ยวก่อนสิพี่น้อง เราไม่น่าจะสรุปได้แบบนั้น …

คือตอนที่ผมเจอคำถามนี้จากลูกค้าหลังจากดูคลิปจบ ยอมรับว่าตัวเองก็อึ้งไปเหมือนกัน แต่พอคิดทบทวนดูดี ๆ ก็พบว่าความผิดปกติมันอยู่ที่บริบททางสังคมของไทยเรานี่แหละ

ต้องอย่าลืมนะครับว่านิยามนี้ เราเอามาจากตำราของฝรั่ง

แล้วท่านผู้อ่านคิดว่า ฝรั่งเค้ายอมให้ตัวเองถูกแซงคิวมั๊ย ?

เชื่อว่าทุกท่านคงมีคำตอบเดียวกัน

บ่อยครั้งที่เราเห็นการโกงกันต่อหน้าต่อตา แต่ก็มักจะไม่ทำอะไรกัน นอกจากไปนินทาลับหลังว่า … “โกงกันหน้าด้าน ๆ”

ขนาดเราโดนแซงคิว โดนโกงซะเอง เรายังยอมเลย นับประสาอะไรหากเราไม่ใช่คนถูกโกงโดยตรง

มันทำให้เวลาเราเห็นคนกระทำทุจริตต่อองค์กร หรือ ทุจริตต่อบ้านเมืองของเราเอง เราก็ยังไม่กล้าทำอะไร ทั้ง ๆ ที่คนกระทำผิดก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคม

เพราะเป็นแบบนี้จนเคยชิน เราจึงเห็นการทุจริตกันมากมายในสังคมไทยตั้งแต่เริ่มรู้ความ คนกระทำก็ไม่สะทกสะท้าน ไม่ยี่หระ

เรื่องที่สังคมอื่นเขาไม่ยอมรับ กลับถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติในบ้านเรา เพราะวัฒนธรรมประหลาด ๆ แบบนี้


ตอนท้ายของการสัมมนา ผมจึงเสริมมุมมองที่ได้จากคลิปนี้ให้ผู้เข้าฟังอีกหน่อยว่า บางทีเราอาจจะยึดหลักสากลไม่ได้ 100% ในบริบทของสังคมไทย และ ป.ป.ช. ท่านก็ดูจะเข้าใจเรื่องนี้ดี ถึงสื่อออกมาแบบนั้น

ด้วยบางสิ่งบางอย่างในวัฒนธรรมเรา สุดท้ายเราก็เหมือนนักเรียนส่วนใหญ่ในคลิป ที่โดน “ปล้น” ซึ่ง ๆ หน้า แบบนี้แล้วก็ได้แต่มองตาปริบ ๆ

เพราะเราไม่ปกป้องสิทธิของตัวเอง ไม่เอาเป็นธุระ มันจึงทำให้การทุจริตในบ้านเราไม่ต้องการองค์ประกอบในข้อ 3 นั่นคือคนโกง คนทุจริต ก็สามารถทำตามใจตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องปกปิดการกระทำของตัวเองเลย

เรียกได้ว่าหลักสากลที่เพิ่งเรียนไป อาจจะยังใช้ไม่ได้ในสังคมนี้ …

… สังคมที่ยังคงก้มหน้าก้มตายอมแพ้ต่อคนโกงคนทุจริตอยู่


ขอบคุณมากครับ
Website: www.antifraud.in.th
Blockdit: www.blockdit.com/antifraud.in.th
Email: author[at]antifraud.in.th


อ้างอิง

What Is Fraud?
https://www.acfe.com/fraud-101.aspx

คลิปต้นเรื่องของ ป.ป.ช. (Version เต็ม)

RSS
Follow by Email
Close Bitnami banner
Bitnami