Blog ว่าด้วยเรื่องการทุจริตในองค์กร การบริหารความเสี่ยง และเรื่องอื่น ๆ ตามที่เห็นสมควร

COVID-19 กับการบริหารความเสี่ยง (ส่วนบุคคล)


ช่วงนี้ไม่ว่าคุณจะเป็น Blogger ในหัวเรื่องไหน ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเขียนถึง COVID-19

(ภาพประกอบไม่ค่อยตรงกับเนื้อหาครับ แค่ผมอยากใช้)

ในฐานะที่ผมทำมาหากินด้วยการบริหารความเสี่ยง ก็ต้องขอเกาะกระแสกับเขาสักหน่อย เลยอยากจะมาเล่าให้ฟังว่าวิธีที่เราใช้บริหารความเสี่ยง (ส่วนบุคคล) ในเรื่องนี้มันไปตรงกับหลักในการบริหารความเสี่ยงข้อไหนบ้าง

แต่ก่อนอื่น ผมต้องขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตรายแรกในประเทศไทยด้วยนะครับ ไม่ว่าจะสาเหตุมาจากไข้เลือดออก หรือจาก COVID-19 ก็หวังว่าจะไม่มีเคสถัด ๆ ไปอีก


ขอเริ่มต้นด้วยการแนะนำกลยุทธ์ในการจัดการกับความเสี่ยงประเภทที่เรียกกันว่า Hazard risk หรือ ความเสี่ยงที่เป็นอันตราย เช่น อุบัติเหตุ สารพิษ การทุจริต หรือโรคร้าย กันก่อน ว่าโดยทั่วไปมีกันอยู่ 4 แนวทาง ที่เรียกย่อ ๆ ว่า 4Ts ตามภาพด้านล่างนี้

4Ts of Risk Management Strategy
  1. Treat หมายถึง การบำบัดหรือการควบคุม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ความเสี่ยงนั้น มีโอกาสจะกลายเป็นจริงน้อยลง หรือหากเป็นจริงก็สร้างผลกระทบได้น้อยลง
  2. Terminate หมายถึง การกำจัด หรือถ้าจะให้ตรงที่สุดคือหลีกเลี่ยง ไม่ให้ตนเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องรับความเสี่ยง มักจะใช้กับความเสี่ยงที่โอกาส (Likelihood) ที่จะเกิดขึ้นมีสูง และ ผลกระทบ (Impact) สูง
  3. Transfer หมายถึง การโอนย้าย หรือ ถ่ายทอดความเสี่ยงไปยังผู้อื่น เพื่อให้เราได้รับผลกระทบน้อยลงหากความเสี่ยงนั้น ๆ เกิดเป็นจริง มักใช้กับกรณีที่ Likelihood ต่ำ แต่ Impact สูง
  4. Tolerate หมายถึง การยอมรับความเสี่ยง และ “อดทน” อยู่ตรงจุดนั้นต่อไป ส่วนใหญ่ก็เพราะ Likelihood ที่ความเสี่ยงนั้นจะเกิดขึ้นจริงมีต่ำ และ Impact เมื่อเกิดขึ้นก็มีน้อยทำให้การทำตามแนวทาง 3 ข้อแรก อาจจะไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ลดลง

ต่อมา ถ้าเราจะลองทบทวนวิธีบริหารความเสี่ยงเท่าที่ได้เห็นมาตลอดเดือนเศษ ๆ ที่ผ่านมาว่ามีอะไรบ้าง ผมก็อยากจะให้ลองแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ครับ

กลุ่มที่ 1
การใส่หน้ากากอนามัย
การกินอาหารปรุงสุก การใช้ช้อนกลาง และล้างมืออยู่เสมอ ไม่ว่าจะด้วยแอลกอฮอล์เจล หรือล้างสบู่ก็ตาม
และ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ

กลุ่มนี้จะตรงกับ T ตัวแรก คือ Treat เพราะทั้งหมดเป็นวิธีลดโอกาสการติดเชื้อ และลดผลกระทบหากโชคไม่ดีไปรับเชื้อเข้ามา


กลุ่มที่ 2
การยกเลิกแผนท่องเที่ยวในประเทศกลุ่มเสี่ยง
การไปไปในแหล่งชุมนุมชน หรือการทำงานจากที่บ้าน

แนวทางนี้คือการ Terminate หรือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เพราะถ้าเราอยู่แต่ที่บ้าน ไม่ออกไปพบปะผู้คน โอกาสที่จะได้รับเชื้อก็แทบจะเป็นศูนย์


กลุ่มที่ 3
การซื้อกรมธรรม์ประกันสุขภาพ ประกันการเจ็บป่วย ทั้งนี้ รวมถึงการใช้สิทธิประกันสังคม และการสมัครเข้าประกันกลุ่มที่บริษัทต่าง ๆ ออกมาแจกให้ลูกค้าฟรีด้วย

วิธีนี้ถือว่าเป็นการ Transfer หรือถ่ายโอนความเสี่ยงไปที่อื่น ซึ่งอันที่จริงการซื้อประกันก็เป็นวิธีที่เราคุ้นเคยกันมานานแล้วหล่ะครับ

เพียงแต่เราต้องอย่าลืมไปว่า เราไม่ได้โอน “โอกาส” ที่จะติดเชื้อไปที่ผู้รับประกัน แต่เราเพียงแค่โอน “ผลกระทบ” ทางการเงินไปทางนั้นแทน

นั่นคือ ถ้าซื้อแล้วสบายใจ แต่ไม่ทำตามข้อ 1 กับ 3 ก็รับรองว่าได้เรียกร้องสินไหมทดแทนแน่ ๆ ครับ


กลุ่มที่ 4
การท่องคาถาของครูบาบุญชุ่มตามภาพ

ส่วนตัวผมไม่คิดว่าคาถานี้จะมาจากครูบาฯ หรอกนะ แต่พอเห็นชื่อครูบาฯ และบอกว่าเป็นต้นตำรับ คาถานี้ก็ดูน่าเชื่อถือขึ้นมาทันที

แนวทางนี้ คงจะเดากันได้ไม่ยาก ว่าเป็นการ Tolerate หรือ ยอมรับ และอดทนอยู่กับมัน โดยมีคาถาอันศักดิสิทธิ์ช่วยให้เรามีขวัญและกำลังใจอยู่ในวัฏสงสารนี้ต่อไป


ตัวอย่างในกลุ่มที่ 1 – 3 นั้น เป็นไปตามแนวทางที่เราน่าจะเข้าใจเหตุผลกันดีอยู่แล้ว ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ก็ขอให้ใช้แต่ละวิธีอย่างสมดุลย์กันก็พอ

สำหรับตัวอย่างสุดท้าย แม้ผมจะไม่ขัดข้องหากมีใครนำไปใช้ แต่ผมหวังว่าจะไม่มีคนเลือกทำแต่แนวทางนี้อย่างเดียวนะครับ

ไม่อย่างนั้น เราคงไม่ต่างจากเคสเกาหลีใต้ที่อาจุมม่าคนนึง พร้อมกับเพื่อนร่วมลัทธิของเธอ “อินดี้” ซะจนเค้าวายป่วงกันไปทั้งประเทศอยู่ในตอนนี้

(ภาพจาก ฐานเศรษฐกิจ)

ขอบคุณมากครับ
Website: www.antifraud.in.th
Blockdit: www.blockdit.com/antifraud.in.th

RSS
Follow by Email
Close Bitnami banner
Bitnami